หยก และชนิดของหยก

วันที่ 2014-02-13 13:29:07 ผู้เข้าชม : 4320
 

      ความนิยมในการนำหยกมาทำเป็นเครื่องประดับ ตลอดจนการแกะสลักหยกเป็นวัตถุุมงคลรูปเคารพต่าง ๆ มีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว ที่เชื่อกันว่ามีพลังเร้นลับ สามารถบันดาลความเป็นสิริมงคลแก่ผู้นำมาเคารพบูชา  ซึ่งสืบทอดความเชื่อนี้ตลอดเวลาอันยาวนานจวบจนปัจจุบันก็ยัง ไม่เสื่อมถอยไปเลยแม้แต่น้อย

  

Type of jade - - หยกมี 2 ชนิด คือ ชนิดอ่อน กับ ชนิดแข็ง หรือที่เรียกว่า "หยกเนื้ออ่อน" และ "หยกเนื้อแข็ง"
 

หยกเนื้ออ่อน (เนไฟรต์)
          หยกเนื้ออ่อน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หยกจีน" คงจะเป็นเพราะหยกอ่อนมีมากในประเทศจีน คนจีนนิยมใช้เป็นเครื่องตกแต่งร่างกาย ใช้บุเครื่องประดับต่าง ๆ ทั้งแกะสลักเป็นของใช้ เช่น ตราสัญลักษณ์ และรูปสัตว์ต่าง ๆ สำหรับประดับในวังและตามบ้านนานนับพัน ๆ ปีมาแล้ว หยกจีนนั้น มีธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก เล็กน้อยเจือปนอยู่ จึงมีสีเขียวแก่บ้าง อ่อนบ้าง และสีขาวบ้าง ปะปนกัน หยกอ่อนมีหลายสี มีสีเขียว สีแดง สีขาว สีเหลือง สีม่วง และสีดำ หยกที่มี 3 สีปะปนกันอยู่ในเม็ดเดียว เรียกว่าหยก 3 สี ลือกันว่า เป็นสิริมงคลหายาก และราคาแพงมาก
    
    
หยกเนื้ออ่อนมีมากในประเทศจีน และพม่า หยกอ่อนนั้น ถึงเราเรียกว่า"หยกอ่อน" ก็จริง  แต่ก็แข็งเหมือนกัน แต่อ่อนกว่าหินชนิดแข็งมาก ๆ เท่านั้น ข้อดีของหยกอ่อนคือมีความยืดหยุ่น ไม่เปราะเหมือนหินจำพวกอื่น ๆ โดยเฉพาะสีแดงค่อนข้างแก่เป็นหยกที่หายากมาก หยกอ่อนสีขาวเหมือนไขมันแพะก็หายากและก็มีราคาแพงอีกเช่นกัน
        กล่าวกันอีกว่า หยกที่ถูกฝังไว้นานปี ถ้ามีดินเหลืองแทรกซึมเข้าเนื้อหยกนาน ๆ ปีก็จะกลายเป็นสีข้าวเปลือกนึ่ง ถ้ามียางสนซึมเข้าเนื้อ นานไปก็จะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองแก่ คล้ายขี้ผึ้งเหลือง แต่ถ้ามีดินเหลืองซึมเข้าเนื้อก่อน ต่อมาเกิดสีครามซึมเข้าเนื้อหยกอีก ก็จะกลายเป็นหยกสีฟ้า ถ้าสีครามซึมเข้าก่อนต่อมามีน้ำหินปูนซึมเข้าเนื้ออีก ก็จะกลับกลายเป็นสีชมพู ถ้ามีธาตุทองเหลืองแทรกซึมเข้าเนื้อหยกก็จะเป็นสีเขียวเหมือนมรกต  ยังมีหยกที่ฝังแล้วบังเอิญไปถูกสารบางชนิดแทรกซึมเข้าเนื้อหยก  นานเข้าก็จะเกิดกลิ่นหอม ที่เรียกว่า 
"หยกหอม" 

หยกเนื้อแข็ง (เจไดต์)
          หยกเนื้อแข็ง มีมากในพม่า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " หยกพม่า " หยกชนิดนี้เป็นหยกสีเขียว มีทั้งครึ่งโปร่งใส และทึบ หยกแข็งที่ขุดได้ในพม่ามีสีเขียว แดง ม่วง ขาว น้ำตาลและดำ สีเขียวก็มีเขียวต่าง ๆ กัน เช่น หยกสีเขียวยอดต้นข้าว สีถั่วเขียว เป็นต้น ประเทศจีนก็มีหยกแข็งอยู่บ้าง และก็มีหลายสีเช่นเดียวกับของพม่า
          หยกแข็งละลายในความร้อนยากกว่าหยกอ่อน เหมาะสำหรับแกะเป็นศิลปวัตถุในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ราคาของหยกแข็งนั้นขึ้นอยู่กับความสวยงามของสีเขียว ซึ่งเขียวไม่เหมือนกัน และคุณภาพก็ต้องดีด้วยจึงจะราคาสูง การคัดเลือกหยกแข็ง นอกจากต้องคัดเอาสีสวยแล้วประการสำคัญที่สุดจะต้องพิจารณาถึงความโปร่งใสมากหรือน้อย ถ้าโปร่งใสมากกว่าราคาก็แพงมากกว่า เป็นต้น

 

    


     สรุปสั้น ๆ ว่า หยกมี 2 ชนิดคือ เจไดต์และเนไฟรต์ หยกทั้ง 2 ชนิดมีความ แข็งแกร่ง เนื้อละเอียด สวยงาม เหมาะสำหรับแกะสลักเป็น รูปร่างต่าง ๆ หยกเนไฟรต์ในสมัยโบราณนำไปแกะสลักเป็น อาวุธ แกะเป็นรูปมังกร ถือกันว่าเป็นเครื่องนำโชคและได้ พัฒนามาเป็นลำดับตั้งแต่ 7,000 ปีก่อนยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคหลังประวัติศาสตร์ที่แกะสลักได้สลับซับซ้อนขึ้น การแกะสลักหยกได้พัฒนามานานจนถึง ยุคราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นยุคสุดท้าย ก่อนที่เมืองจีนจะเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย และระบอบคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา ได้มีการพบหยกเจไดต์จากแคว้นคะฉิ่นในพม่า ตอนเหนือติดกับจีน หยกเจไดต์นี้มีหลายสี คือ เขียว ม่วงลาเวนเดอร์ ชมพู ฟ้า สีส้มอมเหลือง ขาว แดง น้ำตาล ดำ ที่นิยมนำมา เป็นเครื่องประดับ หยกเจไดต์สี เขียวมรกตที่เราเรียกกันว่า "หยกจักรพรรดิ" ที่งดงามที่สุดเม็ดเดียว มีราคาถึงหลายร้อยล้าน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นเรื่องจริง !!!! 
 

     **ข้อควรระวังหยกบางชิ้นดูสวยดี แต่ราคาถูก บางชิ้นคล้ายกัน แต่ราคา แพงกว่า** ความสับสนนี้เกิดจากหยก 3 ชนิดคือ หยกTypeเอ, หยกTypeบี, และหยกTypeซี 

    1. หยกTypeเอ หรือ "หยกธรรมชาติ" คือ หยกที่เจียระไนเป็นรูปร่างต่าง ๆ เสร็จแล้วขัดด้วยเทียนไข ไม่มีการเสริมเติมแต่งวัสดุ หรือ สีเข้าไปในเนื้อหยก หยกสีธรรมชาติที่สวย และคุณภาพสูงหาได้ยากที่สุดในบรรดาอัญมณี เมื่อเทียบกับเพชรพลอยต่าง ๆ ราคาหยกประเภทนี้มีราคาสูง ถึง สูงมาก

    2. หยกTypeบี หรือ "หยกเคลือบพลาสติก" เรามักจะเรียกว่า "หยกอาบน้ำ" ทำมาจาก การนำหินหยกไปแช่น้ำกรดไฮโดคลอลิคเพื่อกัดเอาสนิมโลหะ และสิ่งสกปรกในเนื้อหยกออกจนหมดแล้วนำไปชุบสารละลายพลาสติกแข็ง ซึ่งสารละลายพลาสติกนี้จะซึมเข้าไปในเนื้อหยกและเคลือบผิว ทำให้หยกคืน สภาพดูสดใสเหมือนหยกคุณภาพสูง เนื้อแก้ว คนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะ ได้เพราะเหมือนหยกธรรมชาติ ทุกวันนี้หยกที่ขายทั่วไป 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นหยกบี ถ้าหยกเอ มีราคา 100,000 บาท หยกบีจะอยู่ที่ 100 - 1,000 บาท เท่านั้น 

    3. หยกTypeซี คือ "หยกTypeบี ที่ใส่สีหรือย้อมสีเข้าไป" เช่น สีเขียว ม่วง แดง เป็นต้น ถือเป็นหยกคุณภาพแย่ที่สุด ราคาจึงถูกสุด เพราะสีหยกเกิดจากเทคโนโลยีไม่ใช่สีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

 

 

อ้างอิงจาก หนังสือท่องเมืองจีน ' ดินแดนกำแพงมหัศจรรย์ '.อำนาจ เจริญศิลป์ หน้า 86 - 92
ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ หนังสือพิพิธภัณฑ์ เจดออฟมิวเซี่ยม
  

 


บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง